ตำนานกองหลังแมนฯยู “ริโอ เฟอร์ดินานด์” แห่งเกาะอังกฤษ  

ริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังผู้เติบโตในเมืองเพ็คแฮม กับอาชีพนักฟุตบอลแห่งเกาะอังกฤษที่มีค่าตัวสูงสุดที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้ตัดสินใจทุ่มเงินถึง 30 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวมาโลดเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด

ถ้าจะพูดถึงหัวใจของทีมในการทำหน้าที่ป้องกันประตู จะต้องคิดถึงตำแหน่งกองหลัง และคงจะหนีไม่พ้นเขาคนนี้ “ริโอ เฟอร์ดินานด์” ปราการหลังจอมแกร่งของ “ผีแดง” ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายทั้งสโมสรและทีมชาติ

ริโอ กาวิน  เฟอร์ดินานด์  เป็นคนเชื้อชาติ  อังกฤษ  เกิดเมื่อวันที่  7 พฤศจิกายน 1978 ที่โรงพยาบาลคิงส์คอนเลจ ลอนดาน ชีวิตในวันเด็กของเขา  ค่อนข้างที่จะยากลำบาก ตระกูล เฟอร์ดินานด์ เป็นครอบครัวที่มีขนาดใหญ่  ตระกูลนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่แหล่งที่ผลิตนักฟุตบอลชั้นดีหลายคน ทั้งน้องชายที่เล่นกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แถมยังมี ลูกพี่ลูกน้องที่เคยเป็นศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษมาแล้วอีกด้วย

สมัยเด็กของ เฟอร์ดินานด์  เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 11 ปี ได้เริ่มต้นการเล่นในระดับเยาวชนให้กับ ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส  เขาเป็นเด็กที่มีความสามารถด้านฟุตบอลฉายแววออกมา ให้เห็น เหนือกว่าเด็กคนอื่นในรุ่นเดียวกัน ต่อมาก็ไปเล่นที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยเขาได้เข้าร่วมแข่งขันให้กับทีมเยาวชนของ “ขุนค้อน” ในปี 1992 และก็ได้ตกลงเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ ในปี 1994  พอเขาอายุได้ 16 ปี ด้วยความสามารถของเขาทำให้เขาได้ติดทีมชาติได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ริโอ เฟอร์ดินานด์  ได้ลงเล่นครั้งแรก ในฐานะตัวสำรอง ได้เปลี่ยนแปลงไปแทน โทนี่ คอนเต้ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 1996 ไปแทน โทนี่ คอนเต้ ในนักที่เสมอกับเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ไปด้วยสกอร์ 1-1 ต่อมาเขาได้ถูก บอร์นมัธยืมตัวไป 1 ฤดูกาล

ในฤดูกาล 1997-1998 เขาได้รับการโหวต และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของเวสต์แฮม ด้วยวัยเพียง 20 ปี

ต่อมาในปี 2000 เฟอร์ดินานด์ ได้ย้ายมาร่วมทัพกับทีม ลีดส์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก  ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 18 ล้านปอนด์ (ราว 1,260 ล้านบาท) และทำให้เขากลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ก่อนที่จะมาเป็นกัปตันทีมให้กับ “ยูงทอง” ในปี 2001

ในขณะที่เขาได้รับมอบหมายเป็นกัปตันนำทัพของลีดส์ ยูไนเต็ด ที่อยู่ในช่วงของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 พอดี  ข่าวของสโมสรที่เริ่มมีปัญหาทางด้านการเงิน จะต้องหาทางเพื่อประคับประคองสโมสรให้อยู่รอด จึงทำให้สโมสรต้องจำใจ ที่จะต้องมีการปล่อยนักเตะบางส่วนออกไป  ในที่สุด เมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2002 เฟอร์ดินานด์  ก็ได้ตกลงข้อเสนอและย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 33 ล้านปอนด์(ประมาณ 2,310 ล้านบาท) ด้วยสัญญา 5 ปี และเป็นการทำลายสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 2 ของเขาอีกด้วย เขาย้ายมาปีแรกก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ทันที  จากทีเคยเป็นขวัญใจแฟนๆ ในถิ่นเอลแลนด์ โร้ด ตอนนี้เขาได้กลายเป็นบุคคลที่ทรยศในสายตาแฟนบอล ของลีดส์ ยูไนเต็ด ไปซะแล้ว
กว่าที่ ริโอ จะทำประตูแรกในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ดต้องรอถึง 3 ปีหลัง คือวันที่ 14 ธันวาคม 2005 ในเกมที่ถล่มวีแกน 4-0  เขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้ เฟอร์ดินานด์ ได้มีชื่อ ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงอีก 7 คน
มาถึงฤดูกาล 2007/08 เฟอร์ดินานด์ ปราการแกร่ง มีส่วนสำคัญที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดไม่เสียประตูติดต่อกันถึง 7 เกม ก่อนจะพลาดเสียให้กับแอสตัน วิลล่า ที่วิลล่าพาร์ค   และริโอก็สามารถทำประตูแรกในเกมยุโรปได้ในเกมที่เอาชนะดินาโม เคียฟ 4-2
ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นบวกกับความแข็งแกร่งในการป้องกันคุมแผงหลังให้ “ปีศาจแดง” ทำให้เขาได้ต่อสัญญาฉบับใหม่เป็นเวลา อีก 5 ปี และได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์และ 120,000 ปอนด์ เมื่อ วันที่16 เมษายน 2008 ริโอ โดยสัญญาจะไปสิ้นสุดลงในปี 2013

ฤดูกาล 2013/14 เขาได้ต่อสัญญาให้อยู่ต่ออีก 1 ปี  ภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่ เดวิด มอยส์   ริโอยังคงได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นเป็น 11 ตัวแรก เพื่อช่วยทีมต่อไป

นอกจากการสร้างชื่อเสียงและผลงานให้กับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้ว เฟอร์ดินานด์ ยังเป็นนักเตะตัวหลักของทีมชาติอังกฤษมาโดยตลอด นับตั้งแต่ได้เลื่อนจากทีมยู-18 ปี ขึ้นมาเล่นกับทีมชุดใหญ่ในปี 1997 แม้ว่านัดแรกที่ลงสนามจะเป็นตัวสำรองก็ตาม

ทำให้เขาได้กลายเป็นนักเตะกองหลังของทีมชาติอังกฤษที่มีอายุน้อยที่สุดในวัยเพียง 19 ปี 8 วัน ก่อนที่สถิติดังกล่าวจะได้ถูกทำลายโดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ ในระยะเวลาต่อมา

ปัจจุบันเขาลงเล่นทีมชาติชุดใหญ่ไปทั้งหมด 81 นัดทำได้ 3 ประตู  “การคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก  6 สมัย  , ลีก คัพ 2 ครั้ง ,  แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 ครั้ง และแชมป์สโมสรโลกอีก 1 ครั้งด้วย ทุกอย่างเหล่านี้คงจะการันตีชื่อของ  เฟอร์ดินานด์  ว่าเขา  คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในยุคของเขา และยังเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของอังกฤษตลอดกาลอีกด้วย”