ตั้ม ธนบูรณ์ เกศารัตน์ บุสเก็ตส์เมืองไทย สูงสุดสู่สามัญ

ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ถ้าเอ่ยถึงชื่อนี้จะต้องเป็นชื่อที่แฟนฟุตบอลไทยทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน ในฐานะที่เขานั้นเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วที่สุดคนหนึ่ง และได้ขึ้นมาจากนักเตะรุ่นที่ถูกเรียกว่าเป็น “ยุคทองของวงการฟุตบอลไทย”

ธนบูรณ์ เกศารัตน์  ชื่อเล่น ตั้ม  เกิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2536 เป็นชาวจังหวัดสมุทรปราการ ติดทีมชาติไทยครั้งแรกในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ทำการแข่งขันฟุตบอลทวีปเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ในปี 2559 ธนบูรณ์ได้จับมือกับเพื่อนร่วมทีมชาติด้วยกัน อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และก็ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา เพื่อที่จะย้ายสโมสรมาเล่นร่วมกันกับเพื่อนที่ร่วมทีมชาติอย่าง สารัช อยู่เย็น,ธีรศิลป์ แดงดา และก็ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ในสโมสรบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ภายใต้การควบคุมทีมของ ธชตะวัน ศรีปาน ด้วยค่าสัญญายืมตัว 1 ปี รวมทั้งยังสามารถทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งสามารถพาสโมสรครองแชมป์ไทยลีก 2559 แล้วก็พาทีมชาติไทยชุดใหญ่ครองแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 ได้สำเร็จ

ด้วยวัยเพียง 26 ปี  เขาได้พบกับความสำเร็จ ทั้งในระดับทีมชาติและในระดับสโมสร โดยได้คว้าแชมป์ต่างๆมากมาย จนขึ้นแท่นสร้างสถิติใหม่ และเขาก็ได้กลายเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงสุด ในประวัติศาสตร์ไทยลีก จากการที่เขาได้ย้ายสังกัดจาก สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปยังอยู่กับ สโมสร สิงห์ จังหวัดเชียงราย ยูไนเต็ด ที่จำนวน 50,000,000 บาท ซึ่งธนบูรณ์ ก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นได้ดีอยู่ตลอดมา

แต่ฉากหน้าที่เราเห็นว่าเขาประสบความสำเร็จนั้น  มันไม่ได้สุขสบายอย่างที่เห็นเลย เพราะบนเส้นทางของการแข่งขัน จึงทำให้เขาต้องกลายเป็นนักเตะที่ต้องสู้ชีวิตบนเส้นทางลูกหนังอยู่ตลอดเวลา ต้องต่อสู้เพื่อฟันฝ่ามรสุมชีวิต ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่เขาอย่างไม่เคยหยุด  จากวันที่สูงสุด ได้เป็นแชมป์ไทยลีก ได้รับการยกย่องให้เป็นฮีโร่ของคนไทยทั้งชาติ  แต่แล้วเพียงไม่กี่ปี ก็กลับทำให้เขาเป็นเพียงนักเตะที่ไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลในสนามนานกว่า 1 ปี แล้วแถมทีมนั้นยังต้องตกชั้นไปเล่นในไทยลีก กลับต้องมาถูกตราหน้าว่าไม่สมควรติดทีมชาติอีกด้วย  จนมาถึงวันนี้ในปี 2562 ที่เขาต้องย้ายสังกัดอีกครั้ง ไปสู่สโมสรฟุตบอลของการท่าเรือ เอฟซี หรือ สิงห์เจ้าท่า ภายใต้การจัดการทีมของ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ โดยมีการเผยค่าจ้างอยู่ที่ราว 20 ล้านบาท เพื่อการกลับไปล่าแชมป์ในลีกสูงสุด ตามเป้าหมายของทีมสิงห์เจ้าท่า

และต่อจากนี้ไปจะพาทุกๆ คนไปทำความรู้จักกับ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ให้มากขึ้นกับหลากหลายเรื่องราวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน บนเส้นทางลูกหนังของเขา ตั้งแต่ช่วงเวลาที่สูงสุดในชีวิต ไปจนถึงจุดที่เขาต้องเจอกับความเจ็บปวดในชีวิตการค้าแข้ง ผ่านการบอกเล่าของผู้ชายคนนี้ ที่แฟนบอลอาจไม่เคยได้รับรู้มาก่อน “บุสเก็ตส์ เมืองไทย”

“จริงๆเขาเริ่มเล่นฟุตซอลมาก่อนที่จะมาเล่นฟุตบอล ในสมัยเรียนชั้นประถม เขาได้เล่นฟุตซอลเป็นหลักของทีมเลย ส่วนเรื่องที่เปลี่ยนมาเล่นฟุตบอล ก็ค่อยๆเล่นมาและมาได้เล่นเยอะขึ้น ตอนเรียนที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งในตอนนั้นก็ได้เล่นควบคู่กันไปทั้งสองชนิดกีฬา”

“พี่ชายของเขา ถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขาเลย  ส่วนหนึ่งที่เขาเลือกเล่นเป็นกองกลาง ก็เพราะพี่ชายของเขาเล่นเป็นกองกลาง  เขาจึงรู้สึกว่าเวลาพี่ขายเขาเล่น พี่ขายเขาจะดูเท่มาก เขาก็เลยเล่นตามเพราะอยากเป็นแบบนั้นบ้าง”

หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ธนบูรณ์ ก็ได้เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลอาชีพครั้งแรก ให้กับ สโมสรบางกอก เอฟซี ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมไปเข้าตายักษ์ใหญ่อย่างบีอีซี เทโรศาสน (โปลิศ เทโรฯ ในปัจจุบัน) จึงได้ดึงตัวธนบูรณ์ มาร่วมทัพพร้อมกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นจึงส่งเขาไปให้สโมสรลูก อย่าง อาร์แบค บีอีซี เทโรศาสน ยืมไปใช้งาน

กับผลงานที่ดีและโดดเด่นในลีกล่างของ ธนบูรณ์ ทำให้เขาถูก บีอีซี เทโรฯ เรียกตัวกลับขึ้นสู่ชุดใหญ่ เพื่อมาเล่นในช่วงเลก 2 ของฤดูกาล 2013 และได้ชิมลางกับฟุตบอลลีกสูงสุดของเมืองไทย ด้วยวัยเพียง 20 ปี

ธนบูรณ์ เริ่มฉายแววความเก่งออกมา กลายเป็นยอดกองกลางเลย  เพราะด้วยสไตล์การเล่นที่ฉลาดและดุดัน จนทำให้เขาได้รับการจับตามองจากแฟนบอล และได้รับคำเชยชมจากรุ่นพี่ในทีมหลายคน ก่อนที่จะสร้างชื่ออย่างรวดเร็ว และสามารถยึดตัวหลักของในทีมได้สำเร็จ จนได้รับฉายาว่า “บุสเกตส์เมืองไทย” ปี 2014 นับว่าเป็นปีที่ดีสุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา เพราะประสบความสำเร็จทั้งสโมสรและทีมชาติ

“ถ้ามีใครมาถามผมว่าทำไมผมถึงเล่นได้ดี ผมมองว่าเป็นเพราะการทุ่มเท ขยันฝึกซ้อม ขยันทำงาน ตรงนี้มากกว่า”

สโมสรบีอีซี เทโรฯ จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 ของโตโยต้า ไทยลีก ก่อนที่จะขึ้นไปผงาดคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ ประจำปี 2014 มาครอง และเป็นแชมป์แรกในรอบ 12 ปีของสโมสร และถือเป็นถ้วยโทรฟี่ในการเป็นนักบอลอาชีพของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์

สำหรับ ธนบูรณ์ การที่เขาได้มีส่วนร่วมช่วยให้สโมสรได้เป็นแชมป์ก็นับได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมแล้ว แต่การที่ทำให้ทีมชาติไทย คว้าอันดับ 4 การแข่งขันเอเชียน เกมส์ ต่อเนื่อง แชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี มันทำให้ปลุกกระแส “บอลไทย ฟีเวอร์” ให้กลับมาอีกครั้งนั้น เป็นความรู้สึกที่มากมีค่าขึ้นไปกว่านั้น

เส้นทางนักบอลอาชีพ ของธนบูรณ์กับทีมชาติไทย ยังไปได้สวย เขาได้กลายเป็น กองกลางตัวหลักที่เรียกว่าทีมจะขาดไม่ได้เลย กับการช่วยพาทีมชาติได้แชมป์ อาทิ  เหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัย, แชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2 ครั้ง และพาทีมชาติไทย กลับเข้าไปรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบ 12 ทีมสุดท้ายของโซนเอเชีย ได้สำเร็จ

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความสำเร็จที่เขาภูมิใจที่สุด  เพราะยังมีบางสิ่ง ที่เขายังมองว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญมากกว่าถ้วยแชมป์หรือเหรียญทองทั้งหมดที่ได้มา นั้นก็คือจะทำยังไงที่จะทำให้ผู้คนยอมรับว่า “เขาคู่ควรจะติดทีมชาติ”